วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

Phra Nakhon Si Ayutthaya Review

พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ 
Million Toy Museum












         อาจารย์เกริก ยุ้นพันธ์  เป็นเจ้าของ พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ (Million Toy Museum) ซึ่งมีแรงบรรดาลใจ จากการสะสมของทุกๆ วัน ที่ท่านชอบ และ ท่านได้รวมรวมของเล่นจากร่นเกา สู่ รุ่นใหม่ รวบรวมอยู่ในพิพิทธภัณฑ์

       ประวัติของผู้ก่อตั้ง รศ. เกริก ยุ้นพันธ์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรม สำหรับ เด็กมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ นอกเหนือ จากบทบาท คุณครูแล้ว ยังเป็นนักวาดภาพประกอบและคนทำหนังสือ สำหรับเด็ก เจ้าของผลงานหนังสือภาพจำนวนมาก เช่น บอลลูน กระดุ๊กกระดิ๊กกระด๊อกกระแด๊ก กระต่ายน้อยหนีแม่ และชาวนาไทยที่ได้รับรางวัล นอมา (NOMA) จากประเทศญี่ปุ่น ประจำปี พ.ศ. 2525 ซึ่งรางวัลนี้เอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดความคิดอยากสร้าง พิพิธภัณฑ์ของเล่นขึ้นในเมืองไทย ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นี่เองครับ









ขั้นที่ 1 เป็นของเล่นในสมัยสุโขทัย อยุธยา และ รัตนโกสินทร์ มีทั้งตุ๊กตาดินเผา กระปุกออมสินต่างๆ  และยัง นิทรรศการเกี่ยวกับวิถีชีวิตของไทย












ชั้นที่ 2 เป็นของเล่นเก่าจากหลายๆประเทศ ของเล่นไม้แบบต่างๆ 












ที่ตั้ง : 45 หมู่ 2 ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา 13000 (โรงเรียนประตูชัย)
การเดินทาง : ทางรถยนต์ กรุงเทพ-อยุธยา ถนนสายเอเชีย ทางรถไฟ : กรุงเทพ-อยุธยา
วันเวลา : เปิดทุกวัน เว้นวันจันทร์ เวลา 9.00-16.00 น.
โทรศัพท์ : 081-8905782 , 081-5859822 , 035-328949 โทรสาร : 02-2766588 , 035-328950
ค่าเข้าชม : เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 50 บาท หมู่คณะผู้ใหญ่ท่านละ 30 บาท 
email : milliontoymuseum@hotmail.com
website : www.milliontoymuseum.com
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :   www.milliontoymuseum.com 






ตลาดน้ำอโยธยา
เปิดให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด  เปิดตั้งแต่ สิบโมงเช้า ถึง สามทุ่ม 
มีของกินที่เป็นของโบราณ ต่างๆมากมาย มีเสื้อ กระเป๋า เสื้อผ้าต่างๆ มากมาย และที่ ขากไม่ได้าหรับอยุธยา คือ โรตีสายไหม มีให้ซื้อกับเป็นของฝากแน่นอน 
ตลาดน้ำอโยธยาจะนำชื่อของอำเภอต่างๆ ในจังหวัด พระณครศรีอยธยา มาตั้งเป็นชื่อร้าน และนำสินค้าที่มีชื่อเสียงของในอำเภอนั้นๆ มาขาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้อุหนุนสินค้าในแต่ละอำเภอของจังหวัด 
ความสนุกผมให็เต็มสิบ เพลิดเพลินมาก มีของกินที่น่าอร่อยมากมาย (เยอะมาก )มีสินค้าท้องถิ่นต่างๆมากมาย เป็นสถานที่ ช็อปปิ้ง สำหรับสาวๆ และหนุ่มๆที่ชอบช็อป มีสถานที่สวยๆมุมต่างๆ มากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้เก็บเกี่ยว รูปภาพ ความทรงจำ ที่สวยงาม






โบราณสถาน วัดมเหยงค์



ไอติทโบราณ แท่งละ 10 บาทเองอะ !












เดินๆอยู่แล้วท้องเกิดร้องขึ้นมาละก็  ไม่ต้องห่วง เพราะ ที่นี่ มี Food Court ให้เราแวะ มีฝากท้อง
มีทั้ง หมูสะเต๊ะ ข้าวมันไก่ ส้มตำ และอาหารแบบไทยๆ อีกมากมาย 





มีเกมให้เล่น เหมือน ตามงานวัดสมัยก่อน ทั้ง ปาโป่ง ปากระป๋อง ต้กไข่ ก็มีนะ 



สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ก๋วยเตี๋ยวเรือ อยุธยาาาาา !

ถ้าเกิดเมื่อยขาขึ้นมาละก็ ทางตลาดน้ำก็มีเรือให้นั่งชมบรรยากาศด้วย เค้าคิดค่าบริการแค่คนละ 20 บาท  






วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จี้ ปตท.คืนท่อก๊าซในทะเล ย้ำประชาชนควรมีส่วนร่วมปฏิรูปพลังงาน
























นักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์ที่สนับสนุนเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน
จี้ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซให้เป็นของรัฐ
ย้ำการมีส่วนร่วมภาคประชาชนคือสิ่งสำคัญในการปฏิรูปพลังงาน
พร้อมหารูปแบบการเคลื่อนไหวแบบใหม่หลังจากที่ทหารมีคำสั่งให้หยุดเดินรณรงค์
เพราะละเมิดกฎอัยการศึก









เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่า
การเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้อง 5
เรื่อง


เรื่องแรก คือ การเปลี่ยนระบบการให้สัมปทานปิโตเลียมจากเดิมที่ใช้ระบบสัมปทาน เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต

เรื่องที่ 2 คือ ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ทั้งบนบกและในทะเล ตามที่ศาลปกครองวินิจฉัยไว้

เรื่องที่ 3 คือ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม

เรื่องที่ 4 คือ การจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ
โดยเฉพาะภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบระหว่างการใช้พลังงาน
หมุนเวียนกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

เรื่องที่ 5 คือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการปฏิรูปพลังงาน และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านพลังงาน


นายเดชรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำสั่งให้ ปตท.คืนท่อก๊าซทั้งหมด
แต่ ปตท.ยังไม่ได้คืนส่วนที่เป็นท่อในทะเล จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่า
ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วนแล้วหรือไม่
ซึ่งความเป็นจริงแล้วสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทำรายงานการคืนท่อก๊าซของ
ปตท. แต่ยังไม่มีการนำรายงานฉบับนั้นออกมาเผยแพร่ เพื่อพิจารณาตรวจสอบ
ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.ให้ข้อมูลว่า ท่อก๊าซในทะเลไม่จำเป็นต้องคืน
เพราะอยู่ในเขตนอก 12 ไมล์ทะเลซึ่งอยู่นอกอำนาจทางกฎหมาย
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าอำนาจอธิปไตยของไทยครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจ
จำเพาะด้วย


ส่วนข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างราคาพลังงาน และระบบสัมปทาน
นั้นต้องเริ่มที่ให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย
เพื่อให้ปตท.ปฏิบัติตามนโยบายนั้น


สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ
นายเดชรัตน์เสนอให้มีการพิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมันอย่างเป็นขั้นตอน
เนื่องจากกองทุนน้ำมันสร้างภาระให้ผู้ใช้น้ำมันและทำให้เกิดการบิดเบือนราคา
รวมถึง ก๊าซหุ้งต้มควรจัดสรรให้ภาคครัวเรือนก่อน
แล้วค่อยจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมี ซึ่งควรได้ใช้แบบเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
ไม่ใช่ว่า ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ
ปตท.แล้วได้สิทธิพิเศษด้านราคา


สำหรับความกังวลว่าหากขึ้นราคาก๊าซในภาคปิโตรเคมี
จะสร้างภาระให้ประชาชนภายหลังหรือไม่นั้น นายเดชรัตน์กล่าวว่า
ต้องปรับความคิดใหม่ว่า ก๊าซทั้งหมดเป็นของประชาชน
ปตท.เป็นเพียงผู้รับมาดำเนินการ ซึ่งสิ่งที่ ปตท.พยายามชี้แจงมาตลอด คือ
ธุรกิจปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มสูงมาก
จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อวัตถุดิบราคาต่ำกว่าที่ประชาชนซื้อ
ควรซื้อในราคาเดียวกัน
ซึ่งปัจจุบันการใช้ก๊าซหุ้งต้มของธุรกิจปิโตเคมีนั้นไม่ต้องเสียภาษีท้อง
ถิ่นหรือภาษีสรรพสามิต ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้

อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
มากอีกด้วย


ในส่วนของการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นายเดชรัตน์มองว่า
การที่ทหารออกคำสั่งให้หยุดการเดินรณรงค์จาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึง
กรุงเทพฯ นั้นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐมอง การเดินรณรงค์ให้ข้อมูลประชาชน
แจกเอกสารเป็นภัยคุกคามต่อรัฐ


เครือข่ายฯ
จึงต้องหาว่าวิธีที่เหมาะสมกับการให้ข้อมูลประชาชนในช่วงที่ยังมีการประกาศ
กฎอัยการศึกและไม่อยากให้มีการใช้อำนาจมาปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน





ขอบคุณเนื้อหาจาก : http://news.thaipbs.or.th/content/นักวิชาการเศรษฐศาสตร์-จี้-ปตทคืนท่อก๊าซในทะเล-ย้ำประชาชนควรมีส่วนร่วมปฏิรูปพลังงาน



ขอบคุณวิดิโอจาก : http://www.youtube.com/watch?v=SR6l43BEZQM

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โครงการปลูกป่าช่วยโลก

กลุ่มของเราได้ ชวนกันไปปลูกป่า ที่ ตำบล เบิกไพร  อำเภอ  จอมบึง จังหวัด ราชบุรี ได้ปลูกเป็นแนวๆ เพื่อเวลารดน้ำจะได้สะดวก และเป็นระเบียบ ต้นไม้จะสามารถดูดซับ คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ และยังให้ความร่มรื่นอีกด้วย












 

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์


เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ตรวจสอบซากวาฬโอมูร่า เกยตื้นบริเวณชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เก็บดีเอ็นเอไปตรวจพิสูจน์ และเตรียมนำซากไปจัดแสดงเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก









นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร พร้อมเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจซากวาฬ ซึ่งชาวประมงพบเกยตื้นที่ชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 ส.ค.57)

ผลการตรวจพิสูจน์ซากพบว่าเป็นลูกวาฬโอมูร่า เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะคล้ายวาฬบรูด้า ตามลำตัวไม่พบบาดแผล คาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน

นายอติชาต บอกว่า วาฬโอมูร่า พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ เป็นสัตว์หายาก ปกติลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปี เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตก่อนแยกตัวออกไป

เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ และขนย้ายซากไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : http://news.thaipbs.or.th/content/ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า-เกยตื้น-จประจวบคีรีขันธ์

ขอขอบคุณภาพจาก : http://www.webwidestory.com/2014/ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า-เกยตื้น-จ-ประจวบคีรีขันธ์.html

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่ !

กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่

   

     ชาวบ้านพบวัตถุเป็นก้อนสีดำคล้ายน้ำมัน บริเวณชายหาด เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ ยาวกว่า 10 กิโลเมตร ชาวบ้านเริ่มกังวลกลัวมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

     ซึ่งวัตถุดังกล่าวเป็นก้อนสีดำ คล้ายน้ำมันจับตัวเป็นก้อน กระจายอยู่ตลอดแนวชายหาดในพื้นที่หมู่ 5, หมู่ 6 และหมู่ 8 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ยาวกว่า 10 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังพบก้อนน้ำมันอีกจำนวนหนึ่งลอยอยู่ในทะเลด้วย ขณะที่ชาวบ้านเริ่มกังวลว่าก้อนน้ำมันที่พบจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม





     ด้านนายอ้าสัน เกื้อชาติ กำนัน ต.เกาะลันตาใหญ่ กล่าวว่า จากการตรวจสอบทราบว่าก้อนน้ำมันดังกล่าวเริ่มลอยมาติดชายหาดหลายหาดคลองนิน หาดบากันเตียง และบางส่วนที่หาดพระแอะ ต.ศาลาด่าน ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา







     ขณะที่ นายบุญเชาว์ ตั้งสิริไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ ได้ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นน้ำมันชนิดใด เบื้องต้นสันนิฐานว่า น่าจะเป็นน้ำมันเครื่องจากเรือใหญ่ โดยปล่อยน้ำมันลงทะเลแล้วใช้สารเคมีกำจัด หรืออาจเป็นน้ำมันเตา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เนื้อหาจาก : http://www.krobkruakao.com/ข่าวอากาศ-สิ่งแวดล้อม/97530/กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่.html

ขอบคุณภาพจาก : http://www.krobkruakao.com/ข่าวอากาศ-สิ่งแวดล้อม/97530/กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่.html , http://www.thairath.co.th/content/438546

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชี้! ปลานกแก้วช่วยรักษาระบบนิเวศตามแนวปะการัง

      ความรู้เท่าไม่ถึงการของใครหลายคนที่จับปลากนกแก้วมาบริโภค อาจเป็นการทำลายระบบนิเวศทางทะเลโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะตามแนวปะการังซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่นับวันจะสูญหายไป ส่งผลให้ปลาชนิดอื่นๆในทะเลลดน้อยลงอีกด้วย


      การนำปลานกแก้วมาบริโภคด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ เป็นการทำลายระบบนิเวศตามแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเลทางอ้อม แม้บางคนอาจไม่ทราบถึงความสำคัญของปลานกแก้ว

      ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อก่อนมีการจับปลาในแนวปะการังเยอะมาก ส่งผลให้จำนวนของปลานกแก้วลดลงอย่างมาก เมื่อเกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังเหล่านี้ก็ไม่ฟื้นตัวอีกเลย











      ปลานกแก้วมีความสำคัญต่อระบบนิเวศตามแนวปะการังอย่างมาก เพราะปกติปลานกแก้วจะชอบกินสาหร่ายและซากปะการังเป็นอาหาร ซึ่งช่วยลดจำนวนของสาหร่ายไม่ให้ปกคลุมปะการังและแย่งปะการังสังเคราะห์แสง จนปะการังอาจตายได้ อีกทั้งยังช่วยเปิดพื้นที่ตามแนวปะการัง เนื่องจากเวลาเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ ทำให้อุญหภูมิใต้ท้องทะเลเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปะการังผิดปกติ เกิดเป็นปะการังฟอกขาว

      หากบริเวณแนวปะการังตรงนั้นมีปลานกแก้วอาศัยอยู่ ก็จะสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้นถึง 6 เท่า เนื่องจากปลานกแก้วจะกัดกินซากปะการังเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับตัวอ่อนของปะการังได้ลงไปสู่พื้นดิน และเจริญเติมโตเป็นปะการังใหม่ ส่วนขี้ปลานกแก้วจะมีลักษณะเป็นทรายขาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนดินทรายให้กับปะการังและพืชอื่นๆใต้ท้องทะเล เพราะตลอดช่วงชีวิตของปลานกแก้ว 1 ตัว สามารถเพิ่มจำนวนทรายได้กว่า 1 ตัน

      นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลยังเปรียบเทียบให้เห็นว่า ถ้าเราบริโภคปลานกแก้ว 1 ตัว จะส่งผลให้จำนวนทรายหายไปจากชายหาดกว่าปีละ 90 กิโลกรัม มีจำนวนสาหร่ายปกคลุมแนวปะการังไม่ต่ำกว่า 4 ไร่ ปะการังเสียหายไปกว่า 30 ก้อน และการไม่บริโภคปลานกแก้วช่วยลดปรากฎการณ์โลกร้อนได้ดีกว่าการใช้ถุงผ้า 1,000 ใบ


อ้างอิง : http://news.thaipbs.or.th/content/นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชี้-ปลานกแก้วช่วยรักษาระบบนิเวศตามแนวปะการัง

ขอบคุณภาพจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/วงศ์ปลานกแก้ว ,

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อังกฤษ: Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) เป็นองค์การทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ไทย บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,435,670 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2553 จีดีพีของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นลำดับที่ 9 ของโลกเรียงตามจีดีพีอาเซียนมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ
อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการลงนามใน ปฏิญญากรุงเทพ อาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ หลังจาก พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศในปัจจุบัน กฎบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน คือ ประชาคมอาเซียนด้านการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558

อ้างอิง : http://en.m.wikipedia.org/wiki/Association_of_Southeast_Asian_Nations