วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จี้ ปตท.คืนท่อก๊าซในทะเล ย้ำประชาชนควรมีส่วนร่วมปฏิรูปพลังงาน
























นักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์ที่สนับสนุนเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน
จี้ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซให้เป็นของรัฐ
ย้ำการมีส่วนร่วมภาคประชาชนคือสิ่งสำคัญในการปฏิรูปพลังงาน
พร้อมหารูปแบบการเคลื่อนไหวแบบใหม่หลังจากที่ทหารมีคำสั่งให้หยุดเดินรณรงค์
เพราะละเมิดกฎอัยการศึก









เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่า
การเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้อง 5
เรื่อง


เรื่องแรก คือ การเปลี่ยนระบบการให้สัมปทานปิโตเลียมจากเดิมที่ใช้ระบบสัมปทาน เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต

เรื่องที่ 2 คือ ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ทั้งบนบกและในทะเล ตามที่ศาลปกครองวินิจฉัยไว้

เรื่องที่ 3 คือ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม

เรื่องที่ 4 คือ การจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ
โดยเฉพาะภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบระหว่างการใช้พลังงาน
หมุนเวียนกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

เรื่องที่ 5 คือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการปฏิรูปพลังงาน และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านพลังงาน


นายเดชรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำสั่งให้ ปตท.คืนท่อก๊าซทั้งหมด
แต่ ปตท.ยังไม่ได้คืนส่วนที่เป็นท่อในทะเล จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่า
ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วนแล้วหรือไม่
ซึ่งความเป็นจริงแล้วสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทำรายงานการคืนท่อก๊าซของ
ปตท. แต่ยังไม่มีการนำรายงานฉบับนั้นออกมาเผยแพร่ เพื่อพิจารณาตรวจสอบ
ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.ให้ข้อมูลว่า ท่อก๊าซในทะเลไม่จำเป็นต้องคืน
เพราะอยู่ในเขตนอก 12 ไมล์ทะเลซึ่งอยู่นอกอำนาจทางกฎหมาย
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าอำนาจอธิปไตยของไทยครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจ
จำเพาะด้วย


ส่วนข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างราคาพลังงาน และระบบสัมปทาน
นั้นต้องเริ่มที่ให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย
เพื่อให้ปตท.ปฏิบัติตามนโยบายนั้น


สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ
นายเดชรัตน์เสนอให้มีการพิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมันอย่างเป็นขั้นตอน
เนื่องจากกองทุนน้ำมันสร้างภาระให้ผู้ใช้น้ำมันและทำให้เกิดการบิดเบือนราคา
รวมถึง ก๊าซหุ้งต้มควรจัดสรรให้ภาคครัวเรือนก่อน
แล้วค่อยจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมี ซึ่งควรได้ใช้แบบเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
ไม่ใช่ว่า ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ
ปตท.แล้วได้สิทธิพิเศษด้านราคา


สำหรับความกังวลว่าหากขึ้นราคาก๊าซในภาคปิโตรเคมี
จะสร้างภาระให้ประชาชนภายหลังหรือไม่นั้น นายเดชรัตน์กล่าวว่า
ต้องปรับความคิดใหม่ว่า ก๊าซทั้งหมดเป็นของประชาชน
ปตท.เป็นเพียงผู้รับมาดำเนินการ ซึ่งสิ่งที่ ปตท.พยายามชี้แจงมาตลอด คือ
ธุรกิจปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มสูงมาก
จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อวัตถุดิบราคาต่ำกว่าที่ประชาชนซื้อ
ควรซื้อในราคาเดียวกัน
ซึ่งปัจจุบันการใช้ก๊าซหุ้งต้มของธุรกิจปิโตเคมีนั้นไม่ต้องเสียภาษีท้อง
ถิ่นหรือภาษีสรรพสามิต ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้

อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
มากอีกด้วย


ในส่วนของการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นายเดชรัตน์มองว่า
การที่ทหารออกคำสั่งให้หยุดการเดินรณรงค์จาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึง
กรุงเทพฯ นั้นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐมอง การเดินรณรงค์ให้ข้อมูลประชาชน
แจกเอกสารเป็นภัยคุกคามต่อรัฐ


เครือข่ายฯ
จึงต้องหาว่าวิธีที่เหมาะสมกับการให้ข้อมูลประชาชนในช่วงที่ยังมีการประกาศ
กฎอัยการศึกและไม่อยากให้มีการใช้อำนาจมาปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน





ขอบคุณเนื้อหาจาก : http://news.thaipbs.or.th/content/นักวิชาการเศรษฐศาสตร์-จี้-ปตทคืนท่อก๊าซในทะเล-ย้ำประชาชนควรมีส่วนร่วมปฏิรูปพลังงาน



ขอบคุณวิดิโอจาก : http://www.youtube.com/watch?v=SR6l43BEZQM

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โครงการปลูกป่าช่วยโลก

กลุ่มของเราได้ ชวนกันไปปลูกป่า ที่ ตำบล เบิกไพร  อำเภอ  จอมบึง จังหวัด ราชบุรี ได้ปลูกเป็นแนวๆ เพื่อเวลารดน้ำจะได้สะดวก และเป็นระเบียบ ต้นไม้จะสามารถดูดซับ คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ และยังให้ความร่มรื่นอีกด้วย












 

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์


เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ตรวจสอบซากวาฬโอมูร่า เกยตื้นบริเวณชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เก็บดีเอ็นเอไปตรวจพิสูจน์ และเตรียมนำซากไปจัดแสดงเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก









นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร พร้อมเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจซากวาฬ ซึ่งชาวประมงพบเกยตื้นที่ชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 ส.ค.57)

ผลการตรวจพิสูจน์ซากพบว่าเป็นลูกวาฬโอมูร่า เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะคล้ายวาฬบรูด้า ตามลำตัวไม่พบบาดแผล คาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน

นายอติชาต บอกว่า วาฬโอมูร่า พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ เป็นสัตว์หายาก ปกติลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปี เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตก่อนแยกตัวออกไป

เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ และขนย้ายซากไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : http://news.thaipbs.or.th/content/ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า-เกยตื้น-จประจวบคีรีขันธ์

ขอขอบคุณภาพจาก : http://www.webwidestory.com/2014/ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า-เกยตื้น-จ-ประจวบคีรีขันธ์.html

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่ !

กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่

   

     ชาวบ้านพบวัตถุเป็นก้อนสีดำคล้ายน้ำมัน บริเวณชายหาด เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ ยาวกว่า 10 กิโลเมตร ชาวบ้านเริ่มกังวลกลัวมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

     ซึ่งวัตถุดังกล่าวเป็นก้อนสีดำ คล้ายน้ำมันจับตัวเป็นก้อน กระจายอยู่ตลอดแนวชายหาดในพื้นที่หมู่ 5, หมู่ 6 และหมู่ 8 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ยาวกว่า 10 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังพบก้อนน้ำมันอีกจำนวนหนึ่งลอยอยู่ในทะเลด้วย ขณะที่ชาวบ้านเริ่มกังวลว่าก้อนน้ำมันที่พบจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม





     ด้านนายอ้าสัน เกื้อชาติ กำนัน ต.เกาะลันตาใหญ่ กล่าวว่า จากการตรวจสอบทราบว่าก้อนน้ำมันดังกล่าวเริ่มลอยมาติดชายหาดหลายหาดคลองนิน หาดบากันเตียง และบางส่วนที่หาดพระแอะ ต.ศาลาด่าน ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา







     ขณะที่ นายบุญเชาว์ ตั้งสิริไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ ได้ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นน้ำมันชนิดใด เบื้องต้นสันนิฐานว่า น่าจะเป็นน้ำมันเครื่องจากเรือใหญ่ โดยปล่อยน้ำมันลงทะเลแล้วใช้สารเคมีกำจัด หรืออาจเป็นน้ำมันเตา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เนื้อหาจาก : http://www.krobkruakao.com/ข่าวอากาศ-สิ่งแวดล้อม/97530/กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่.html

ขอบคุณภาพจาก : http://www.krobkruakao.com/ข่าวอากาศ-สิ่งแวดล้อม/97530/กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่.html , http://www.thairath.co.th/content/438546

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชี้! ปลานกแก้วช่วยรักษาระบบนิเวศตามแนวปะการัง

      ความรู้เท่าไม่ถึงการของใครหลายคนที่จับปลากนกแก้วมาบริโภค อาจเป็นการทำลายระบบนิเวศทางทะเลโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะตามแนวปะการังซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่นับวันจะสูญหายไป ส่งผลให้ปลาชนิดอื่นๆในทะเลลดน้อยลงอีกด้วย


      การนำปลานกแก้วมาบริโภคด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ เป็นการทำลายระบบนิเวศตามแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเลทางอ้อม แม้บางคนอาจไม่ทราบถึงความสำคัญของปลานกแก้ว

      ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อก่อนมีการจับปลาในแนวปะการังเยอะมาก ส่งผลให้จำนวนของปลานกแก้วลดลงอย่างมาก เมื่อเกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังเหล่านี้ก็ไม่ฟื้นตัวอีกเลย











      ปลานกแก้วมีความสำคัญต่อระบบนิเวศตามแนวปะการังอย่างมาก เพราะปกติปลานกแก้วจะชอบกินสาหร่ายและซากปะการังเป็นอาหาร ซึ่งช่วยลดจำนวนของสาหร่ายไม่ให้ปกคลุมปะการังและแย่งปะการังสังเคราะห์แสง จนปะการังอาจตายได้ อีกทั้งยังช่วยเปิดพื้นที่ตามแนวปะการัง เนื่องจากเวลาเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ ทำให้อุญหภูมิใต้ท้องทะเลเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปะการังผิดปกติ เกิดเป็นปะการังฟอกขาว

      หากบริเวณแนวปะการังตรงนั้นมีปลานกแก้วอาศัยอยู่ ก็จะสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้นถึง 6 เท่า เนื่องจากปลานกแก้วจะกัดกินซากปะการังเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับตัวอ่อนของปะการังได้ลงไปสู่พื้นดิน และเจริญเติมโตเป็นปะการังใหม่ ส่วนขี้ปลานกแก้วจะมีลักษณะเป็นทรายขาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนดินทรายให้กับปะการังและพืชอื่นๆใต้ท้องทะเล เพราะตลอดช่วงชีวิตของปลานกแก้ว 1 ตัว สามารถเพิ่มจำนวนทรายได้กว่า 1 ตัน

      นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลยังเปรียบเทียบให้เห็นว่า ถ้าเราบริโภคปลานกแก้ว 1 ตัว จะส่งผลให้จำนวนทรายหายไปจากชายหาดกว่าปีละ 90 กิโลกรัม มีจำนวนสาหร่ายปกคลุมแนวปะการังไม่ต่ำกว่า 4 ไร่ ปะการังเสียหายไปกว่า 30 ก้อน และการไม่บริโภคปลานกแก้วช่วยลดปรากฎการณ์โลกร้อนได้ดีกว่าการใช้ถุงผ้า 1,000 ใบ


อ้างอิง : http://news.thaipbs.or.th/content/นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชี้-ปลานกแก้วช่วยรักษาระบบนิเวศตามแนวปะการัง

ขอบคุณภาพจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/วงศ์ปลานกแก้ว ,

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อังกฤษ: Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) เป็นองค์การทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ไทย บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,435,670 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2553 จีดีพีของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นลำดับที่ 9 ของโลกเรียงตามจีดีพีอาเซียนมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ
อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการลงนามใน ปฏิญญากรุงเทพ อาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ หลังจาก พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศในปัจจุบัน กฎบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน คือ ประชาคมอาเซียนด้านการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558

อ้างอิง : http://en.m.wikipedia.org/wiki/Association_of_Southeast_Asian_Nations

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การทำความสะอาดโรงเรียนเบญจมราชูทิศาาชบุรี ครั้งที่ 3

กลุ่มเรา นั้นได้ทำความสะอาดห้องเรียนต่างๆ ได้จัดเก็บโต๊ะเก้าอี้ กวาดห้องเรียน เก็บขยะต่างๆ เพื่อที่คนมาเรียนในวิชาถัดไปมีสุขภาพจิตดี การทำความสะอาดนั้น ไม่ได้ช่วยให้มีความสะอาดเพียงอย่างเดียว ยังช่วยรักษาอุปกรณ์ และยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ ต่างๆอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การทำความสะอาดโรงเรียนเบญจมราชูทิศราชบุรี ครั้งที่ 2 (สัปดาห์ที่2)

สวัสดีครับ พวกเรา นักเรียนโรงเรีบยเบญจมราชูทิศราชบุรี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 ได้ทำความสะอาดโรงเรียนในบางส่วน ตามห้องเรียนต่างๆ อาคาร ๆ เพื่อที่โรงเรียนจะได้สะอาด ไม่มีขยะ ครับ

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อาเซียน คืออะไร?

อาเซียน คือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East AsianNations หรือ ASEAN) โดยการจัดตั้งในครั้งแรกมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและร่วมมือในเรื่องสันติภาพ, ความมั่นคง, เศรษฐกิจ, องค์ความรู้, สังคมวัฒนธรรม บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก
อาเซียน ได้ก่อตั้งขึ้นโดย ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2510 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 5 ประเทศคือ
1.ไทย โดย พันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
2.สิงคโปร์ โดย นายเอส ราชารัตนัม (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
3.มาเลเซีย  โดย ตุน อับดุล ราชัก บิน ฮุสเซน (รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ)
4.ฟิลิปปินส์ โดย นายนาซิโซ รามอส (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
5.อินโดนีเซีย โดย นายอาดัม มาลิก (รัฐมนตรีต่างประเทศ)
ต่อมาได้มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มเติม คือ  8 ม.ค.2527 บรูไนดารุสซาลาม, 28 ก.ค. 2538  เวียดนาม, 23 ก.ค. 2540 สปป.ลาว และ พม่า, 30 เม.ย. 2542 กัมพูชา ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ
คำขวัญอาเซียน คือ หนึ่งวิสัยทัศน์, หนึ่งอัตลักษณ์, หนึ่งประชาคม (One Vision, One Identity, One Community)
สัญลักษณ์อาเซียน
asean-symbol
รูปรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาวและสีน้ำเงิน
-รูปรวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น มัดรวมกันไว้ หมายถึง ประเทศสมาชิกรวมกันเพื่อมิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
-พื้นที่วงกลม สีแดง สีขาว และน้ำเงิน ซึ่งแสดงถึงความเป็นเอกภาพ
-ตัวอักษรคำว่า “asean” สีน้ำเงิน อยู่ใต้ภาพรวงข้าวอันแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง สันติภาพ เอกภาพ และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน
สีน้ำเงิน  หมายถึง   สันติภาพและความมั่นคง
สีแดง     หมายถึง   ความกล้าหาญ และความก้าวหน้า
สีขาว      หมายถึง   ความบริสุทธิ์
สีเหลือง  หมายถึง   ความเจริญรุ่งเรือง
อาเซียน รวมตัวกันเพื่อ ความร่วมมือกันทางการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และได้มีการพัฒนาการเรื่อยมา จนถึงขณะนี้ที่เรามีกฎบัตรอาเซียน (ธรรมนูญ อาเซียน หรือ ASEAN Charter) ซึ่งเป็นเสมือนแนวทางการดำเนินงานที่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ
1.การเมืองความมั่นคง
2.เศรษฐกิจ (AEC)
3.สังคมและวัฒนธรรม
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีพัฒนาการไปด้วยกัน โดยเหตุที่คนส่วนใหญ่มักจะพูดถึงแต่ AEC ซึ่งก็คือด้านเศรษฐกิจหรือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” คงเป็นเพราะว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ดูจะจับต้องได้มากกว่าเรื่องอื่นๆ  อีกทั้งในการขับเคลื่อนส่วนใหญ่แล้วที่มักจะก้าวไปเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ก็คือภาคธุรกิจ ดังนั้นคนอาจจะรับรู้เรื่อง AEC มากกว่ามิติความร่วมมืออื่นๆ ของอาเซียน
อย่างไรก็ดีความร่วมมือทั้ง 3 เสาหลักของอาเซียนก็มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการสร้างประชาคมอาเซียนย่อมหมายถึงการร่วมมือและหลอมรวมกันในทุกมิติ และแต่ละมิติก็ล้วนมีความสำคัญและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เราคงไม่อาจผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้หากปราศจากความมั่นคงทางการเมือง หรือความเข้าใจกันของคนในอาเซียน
ขณะนี้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เรื่องการเปิดเสรีแรงงานในอาเซียนจะทำได้อย่างอิสระ ตัวอย่างเช่น แรงงานสามารถข้ามฝั่งโขงไปก็หางานทำอีกประเทศหนึ่งได้เลย ข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการเปิดเสรีด้านแรงงานที่อาเซียนได้เจรจากันครอบคลุมเฉพาะในส่วนของแรงงานมีฝีมือ ขณะนี้อาเซียนได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมในคุณสมบัติวิชาชีพเพียง 7 สาขา คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก และชำงสำรวจ แต่การที่แรงงานมีฝีมือใน 7 สาขาดังว่าจะเข้ามาทำงานในประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ จะต้องทำตามขั้นตอนและกฎระเบียบภายในประเทศต่างๆ อยู่ดี เช่น หากต้องการทำงานในไทยก็ต้องผ่านการสอบใบประกอบวิชาชีพหรือผ่านขั้นตอนการประเมินตามเงื่อนไขภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแรงงานไร้ฝีมือไม่อยู่ในขอบเขตของการเปิดเสรีด้านบริการอาเซียน ดังนั้นการเปิดเสรีเป็นคนละส่วนกับปัญหาแรงงานต่างด้าวทั่วไป รวมถึงแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนนั้นประเทศไทยได้พยายามร่วมมือกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาและจัดระเบียบ
เมื่อไม่นานมานี้มีการสอบถามความตระหนักรู้ของประชาชนใน 10 ประเทศสมาชิกเกี่ยวกับอาเซียน ปรากฏว่า ไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (CLMV) อย่าง ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และเวียดนาม กลับรู้จักและเห็นความสำคัญของอาเซียนมากกว่า เพราะเขาติดตามข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทย ซื้อสินค้าไทย ดูละครไทย และเรียนรู้ภาษาไทยกันมากขึ้น คนไทยเป็นคนเก่ง มีจุดแข็งและมีความโดดเด่นหลายด้าน และไม่ได้ด้อยเรื่องความรู้ความสามารถ แต่ยังมีจุดอ่อนอันดับแรกในเรื่องของภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาทางการของอาเซียน ซึ่งต้องพัฒนาอีกมาก
นอกจากนี้ เราต้องหันมาให้ความสนใจกับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้น ว่าตอนนี้เขาทำอะไรกัน มีพัฒนาการในเรื่องใด มีความแข็งแกร่งและมีจุดอ่อนในเรื่องไหน เพราะเมื่อรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนใน ปี 2558 ประเทศในอาเซียนจะมีการติดต่อกันมากขึ้น
ขณะที่องค์กรต่างๆในประเทศไทย ก็ต้องพัฒนาความรู้และติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับอาเซียนในสาขาที่เกี่ยวกับตนเอง เพื่อให้สามารถรับมือกับคู่แข่งจากอีก 9 ประเทศให้ได้ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนไทยและประเทศไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงอยากให้มองว่าปี 2558 ที่อาเซียนจะก้าวสู่การเป็นประชาคม ไม่ได้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของอาเซียน แต่เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของอาเซียน และเราจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

การทำความสะอาดโรงเรียนเบญจมราชูทิศราชบุรี

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

"ตุ๊กแกบิน" ป่าแก่งกระจาน หนึ่งในสัตว์สายพันธุ์ใหม่ 367 ชนิดที่ถูกค้นพบในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง!

     กระรอกบินขนาดยักษ์ ตุ๊กแกถลาลม ปลาที่ผสมพันธุ์โดยใช้หัว ตุ๊กแกบิน และแมงมุมไร้ดวงตาที่อาศัยอยู่ในถ้ำ เป็นสัตว์ในจำนวน 367 สายพันธุ์ใหม่ที่ถูกค้นพบโดยเหล่านักวิทยาศาสตร์ในเขตพื้นที่แม่น้ำโขงในช่วงเวลาเพียง 1 ปี ระหว่างปี 2555 ถึง 2556 โดยหนึ่งในนั้นเป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ถูกพบในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานของไทย

     WWF เปิดเผยรายงาน "แม่โขงอันลี้ลับ" ในวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยรายงานดังกล่าววเน้นให้เห็นเหล่าสัตว์ที่สวยงาม หนึ่งใน 15 สายพันธุ์ที่ได้รับความสนใจ คือ กระรอกบินขนาดยักษ์สายพันธุ์ใหม่ (Biswamoyopterus laoensis) โดยนักวิทยาศาสตร์เจอกระรอกสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้ที่ตลาดค้าเนื้อสัตว์ภายในประเทศลาว ด้วยลักษณะเด่นซึ่งก็คือขนอันมีสีแดงและขาวอันเด่นชัด กระรอกบินขนาดยักษ์ถือได้ว่าเป็นตัวแรกที่ถูกค้นพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     ในประเทศไทย ตุ๊กแกบิน (Ptychozoon kaengkrachanense) ถูกค้นพบในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เจ้าตุ๊กแกลายพรางนี้อาศัยการยืดผิวหนังด้านข้างของลำตัวและบนนิ้วเท้าเพื่อร่อนตัวไปมาตามกิ่งไม้

 



     “อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งมีการเข้าสำรวจน้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันคือเขตป่าข้ามพรมแดนอันกว้างใหญ่ซึ่งมีพื้นที่ติดกับพม่า นี่เป็นพื้นที่สำคัญในการค้นคว้าหาสายพันธุ์ใหม่ของประเทศไทยและประเทศพม่า อีกทั้งยังถิ่นที่อยู่ของเสือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่นี่ยืนยันความสำคัญของการพยายามอนุรักษ์ผืนป่าอันยิ่งใหญ่แห่งนี้เอาไว้” ดร.โทมัส เกรย์ ผู้จัดการของโครงการ WWF สายพันธุ์แม่น้ำโขงกล่าว

    ในกัมพูชา นกกระจิบสายพันธุ์ใหม่ได้ถูกค้นพบกลางกรุงพนมเปญ นกกระจิบกัมพูชา (Orthotomus chaktomuk) นั้นถูกค้นพบครั้งแรกในปี 2009 ระหว่างการตรวจค้นในช่วงแพร่ระบาดของไข้หวัดนก หลังการตรวจสอบโดยละเอียดทั้งจากขนนก เสียงร้อง และยีน ทำให้ O. chaktomuk หรือนกกระจิบกัมพูชาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่อย่างเป็นทางการ

     ในเวียดนาม นักวิทยาศาสตร์ค้นพบค้างคาวยักษ์สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ Griffin’s leaf-nosed Bat (Hipposideros griffini) ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ จมูกขนาดใหญ่ที่มันใช้ในการนำทางผ่านการสะท้อนของเสียง

     อีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งถูกค้นพบในเวียดนามคือปลาขนาดเล็กที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phallostethus cuulong ซึ่งตัวของมันโปร่งใสจนมองเห็นอวัยวะภายใน มันมีอวัยวะเพศอยู่ด้านหลังของปากทำให้มันผสมพันธุ์โดยใช้หัวสัมผัสกับหัว

“การค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ เป็นการยืนยันว่าแม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในเขตพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งนึงของโลก” ดร.เกรย์กล่าว “ถ้าเราต้องการที่จะปกป้องสัตว์เหล่านี้ไม่ให้สูญพันธุ์และอยากมีความหวังที่จะมีการค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ในอนาคต รัฐบาลต้องลงทุนและผลักดันโครงการอนุรักษ์และปลูกป่า”

     หนึ่งในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 21 สายพันธุ์ที่ถูกค้นพบในรายงานคือกบบิน Helen’s Flying Frog (Rhacophorus helenae) ซึ่งถูกค้นพบในป่าอยู่ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ไม่ถึง 100 กิโลเมตร เจ้ากบสีเขียวขนาดใหญ่นี้จะร่อนตัวไปมาบนยอดไม้โดยใช้พังผืดที่เป็นครีบบนมือและเท้า พวกมันจะลงมาจากยอดไม้เพื่อผสมพันธุ์ในแหล่งน้ำเท่านั้น กบ Helen’s Flying Frog ถูกค้นพบภายในป่าซึ่งถูกล้อมไปด้วยพื้นที่การเกษตร ย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการรีบเร่งเข้าไปอนุรักษ์รักษาพื้นที่ป่าลุ่มต่ำนี้เอาไว้

“ป่าเขตร้อนลุ่มต่ำเป็นหนึ่งในเขตพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุกมากที่สุดในโลก ด้วยฝีมือของมนุษย์จากการตัดไม้หรือทำลายผืนดิน” ดร.เกรย์กล่าว “กบสายพันธุ์ใหม่นี้เพิ่งจะถูกค้นพบแต่พวกมันก็กำลังอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกับสายพันธุ์อื่นๆ”



ขอบคุณภาพจาก WWF
ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/ตุ๊กแกบิน-ป่าแก่งกระจาน-หนึ่งในสัตว์สายพันธุ์ใหม่-367-ชนิดที่ถูกค้นพบในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-0