วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จี้ ปตท.คืนท่อก๊าซในทะเล ย้ำประชาชนควรมีส่วนร่วมปฏิรูปพลังงาน
























นักวิชาการด้านเศษฐศาสตร์ที่สนับสนุนเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน
จี้ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซให้เป็นของรัฐ
ย้ำการมีส่วนร่วมภาคประชาชนคือสิ่งสำคัญในการปฏิรูปพลังงาน
พร้อมหารูปแบบการเคลื่อนไหวแบบใหม่หลังจากที่ทหารมีคำสั่งให้หยุดเดินรณรงค์
เพราะละเมิดกฎอัยการศึก









เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงานให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสว่า
การเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้อง 5
เรื่อง


เรื่องแรก คือ การเปลี่ยนระบบการให้สัมปทานปิโตเลียมจากเดิมที่ใช้ระบบสัมปทาน เป็นระบบแบ่งปันผลผลิต

เรื่องที่ 2 คือ ให้ ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ทั้งบนบกและในทะเล ตามที่ศาลปกครองวินิจฉัยไว้

เรื่องที่ 3 คือ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรม

เรื่องที่ 4 คือ การจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ
โดยเฉพาะภาคใต้ที่ต้องให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบระหว่างการใช้พลังงาน
หมุนเวียนกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้า

เรื่องที่ 5 คือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการปฏิรูปพลังงาน และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านพลังงาน


นายเดชรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ศาลมีคำสั่งให้ ปตท.คืนท่อก๊าซทั้งหมด
แต่ ปตท.ยังไม่ได้คืนส่วนที่เป็นท่อในทะเล จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่า
ปตท. คืนท่อก๊าซครบถ้วนแล้วหรือไม่
ซึ่งความเป็นจริงแล้วสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทำรายงานการคืนท่อก๊าซของ
ปตท. แต่ยังไม่มีการนำรายงานฉบับนั้นออกมาเผยแพร่ เพื่อพิจารณาตรวจสอบ
ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.ให้ข้อมูลว่า ท่อก๊าซในทะเลไม่จำเป็นต้องคืน
เพราะอยู่ในเขตนอก 12 ไมล์ทะเลซึ่งอยู่นอกอำนาจทางกฎหมาย
แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่าอำนาจอธิปไตยของไทยครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจ
จำเพาะด้วย


ส่วนข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างราคาพลังงาน และระบบสัมปทาน
นั้นต้องเริ่มที่ให้รัฐเปลี่ยนแปลงนโยบาย
เพื่อให้ปตท.ปฏิบัติตามนโยบายนั้น


สำหรับข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ
นายเดชรัตน์เสนอให้มีการพิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมันอย่างเป็นขั้นตอน
เนื่องจากกองทุนน้ำมันสร้างภาระให้ผู้ใช้น้ำมันและทำให้เกิดการบิดเบือนราคา
รวมถึง ก๊าซหุ้งต้มควรจัดสรรให้ภาคครัวเรือนก่อน
แล้วค่อยจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมี ซึ่งควรได้ใช้แบบเดียวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
ไม่ใช่ว่า ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ
ปตท.แล้วได้สิทธิพิเศษด้านราคา


สำหรับความกังวลว่าหากขึ้นราคาก๊าซในภาคปิโตรเคมี
จะสร้างภาระให้ประชาชนภายหลังหรือไม่นั้น นายเดชรัตน์กล่าวว่า
ต้องปรับความคิดใหม่ว่า ก๊าซทั้งหมดเป็นของประชาชน
ปตท.เป็นเพียงผู้รับมาดำเนินการ ซึ่งสิ่งที่ ปตท.พยายามชี้แจงมาตลอด คือ
ธุรกิจปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มสูงมาก
จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อวัตถุดิบราคาต่ำกว่าที่ประชาชนซื้อ
ควรซื้อในราคาเดียวกัน
ซึ่งปัจจุบันการใช้ก๊าซหุ้งต้มของธุรกิจปิโตเคมีนั้นไม่ต้องเสียภาษีท้อง
ถิ่นหรือภาษีสรรพสามิต ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้

อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังเป็นอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
มากอีกด้วย


ในส่วนของการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขาหุ้นฯ นายเดชรัตน์มองว่า
การที่ทหารออกคำสั่งให้หยุดการเดินรณรงค์จาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถึง
กรุงเทพฯ นั้นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐมอง การเดินรณรงค์ให้ข้อมูลประชาชน
แจกเอกสารเป็นภัยคุกคามต่อรัฐ


เครือข่ายฯ
จึงต้องหาว่าวิธีที่เหมาะสมกับการให้ข้อมูลประชาชนในช่วงที่ยังมีการประกาศ
กฎอัยการศึกและไม่อยากให้มีการใช้อำนาจมาปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน





ขอบคุณเนื้อหาจาก : http://news.thaipbs.or.th/content/นักวิชาการเศรษฐศาสตร์-จี้-ปตทคืนท่อก๊าซในทะเล-ย้ำประชาชนควรมีส่วนร่วมปฏิรูปพลังงาน



ขอบคุณวิดิโอจาก : http://www.youtube.com/watch?v=SR6l43BEZQM

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โครงการปลูกป่าช่วยโลก

กลุ่มของเราได้ ชวนกันไปปลูกป่า ที่ ตำบล เบิกไพร  อำเภอ  จอมบึง จังหวัด ราชบุรี ได้ปลูกเป็นแนวๆ เพื่อเวลารดน้ำจะได้สะดวก และเป็นระเบียบ ต้นไม้จะสามารถดูดซับ คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ และยังให้ความร่มรื่นอีกด้วย












 

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า เกยตื้น จ.ประจวบคีรีขันธ์


เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ตรวจสอบซากวาฬโอมูร่า เกยตื้นบริเวณชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เก็บดีเอ็นเอไปตรวจพิสูจน์ และเตรียมนำซากไปจัดแสดงเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก









นายอติชาต อินทองคำ นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.ชุมพร พร้อมเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจซากวาฬ ซึ่งชาวประมงพบเกยตื้นที่ชายหาดหัวดอน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 ส.ค.57)

ผลการตรวจพิสูจน์ซากพบว่าเป็นลูกวาฬโอมูร่า เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 ปี ความยาว 4 เมตร ลักษณะคล้ายวาฬบรูด้า ตามลำตัวไม่พบบาดแผล คาดว่าตายมาแล้ว 2-3 วัน

นายอติชาต บอกว่า วาฬโอมูร่า พบเห็นได้ที่ชายฝั่งตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรื่อยลงไปจนถึงภาคใต้ เป็นสัตว์หายาก ปกติลูกวาฬจะอยู่หากินกับแม่จนถึงอายุประมาณ 2 ปี เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิตก่อนแยกตัวออกไป

เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ และขนย้ายซากไปที่สถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เพื่อทำเป็นโมเดลหุ่นจำลองสำหรับการจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเนื่องจากเป็นสัตว์หายาก

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : http://news.thaipbs.or.th/content/ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า-เกยตื้น-จประจวบคีรีขันธ์

ขอขอบคุณภาพจาก : http://www.webwidestory.com/2014/ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลตรวจซากวาฬโอมูร่า-เกยตื้น-จ-ประจวบคีรีขันธ์.html