วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่ !

กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่

   

     ชาวบ้านพบวัตถุเป็นก้อนสีดำคล้ายน้ำมัน บริเวณชายหาด เกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ ยาวกว่า 10 กิโลเมตร ชาวบ้านเริ่มกังวลกลัวมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

     ซึ่งวัตถุดังกล่าวเป็นก้อนสีดำ คล้ายน้ำมันจับตัวเป็นก้อน กระจายอยู่ตลอดแนวชายหาดในพื้นที่หมู่ 5, หมู่ 6 และหมู่ 8 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ยาวกว่า 10 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังพบก้อนน้ำมันอีกจำนวนหนึ่งลอยอยู่ในทะเลด้วย ขณะที่ชาวบ้านเริ่มกังวลว่าก้อนน้ำมันที่พบจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม





     ด้านนายอ้าสัน เกื้อชาติ กำนัน ต.เกาะลันตาใหญ่ กล่าวว่า จากการตรวจสอบทราบว่าก้อนน้ำมันดังกล่าวเริ่มลอยมาติดชายหาดหลายหาดคลองนิน หาดบากันเตียง และบางส่วนที่หาดพระแอะ ต.ศาลาด่าน ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา







     ขณะที่ นายบุญเชาว์ ตั้งสิริไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขากระบี่ ได้ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นน้ำมันชนิดใด เบื้องต้นสันนิฐานว่า น่าจะเป็นน้ำมันเครื่องจากเรือใหญ่ โดยปล่อยน้ำมันลงทะเลแล้วใช้สารเคมีกำจัด หรืออาจเป็นน้ำมันเตา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เนื้อหาจาก : http://www.krobkruakao.com/ข่าวอากาศ-สิ่งแวดล้อม/97530/กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่.html

ขอบคุณภาพจาก : http://www.krobkruakao.com/ข่าวอากาศ-สิ่งแวดล้อม/97530/กระบี่-พบก้อนน้ำมันลอยติดชายหาดเกาะลันตาใหญ่.html , http://www.thairath.co.th/content/438546

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชี้! ปลานกแก้วช่วยรักษาระบบนิเวศตามแนวปะการัง

      ความรู้เท่าไม่ถึงการของใครหลายคนที่จับปลากนกแก้วมาบริโภค อาจเป็นการทำลายระบบนิเวศทางทะเลโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะตามแนวปะการังซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่นับวันจะสูญหายไป ส่งผลให้ปลาชนิดอื่นๆในทะเลลดน้อยลงอีกด้วย


      การนำปลานกแก้วมาบริโภคด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ เป็นการทำลายระบบนิเวศตามแนวปะการังและทรัพยากรทางทะเลทางอ้อม แม้บางคนอาจไม่ทราบถึงความสำคัญของปลานกแก้ว

      ผศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เมื่อก่อนมีการจับปลาในแนวปะการังเยอะมาก ส่งผลให้จำนวนของปลานกแก้วลดลงอย่างมาก เมื่อเกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังเหล่านี้ก็ไม่ฟื้นตัวอีกเลย











      ปลานกแก้วมีความสำคัญต่อระบบนิเวศตามแนวปะการังอย่างมาก เพราะปกติปลานกแก้วจะชอบกินสาหร่ายและซากปะการังเป็นอาหาร ซึ่งช่วยลดจำนวนของสาหร่ายไม่ให้ปกคลุมปะการังและแย่งปะการังสังเคราะห์แสง จนปะการังอาจตายได้ อีกทั้งยังช่วยเปิดพื้นที่ตามแนวปะการัง เนื่องจากเวลาเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ ทำให้อุญหภูมิใต้ท้องทะเลเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปะการังผิดปกติ เกิดเป็นปะการังฟอกขาว

      หากบริเวณแนวปะการังตรงนั้นมีปลานกแก้วอาศัยอยู่ ก็จะสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้นถึง 6 เท่า เนื่องจากปลานกแก้วจะกัดกินซากปะการังเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับตัวอ่อนของปะการังได้ลงไปสู่พื้นดิน และเจริญเติมโตเป็นปะการังใหม่ ส่วนขี้ปลานกแก้วจะมีลักษณะเป็นทรายขาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนดินทรายให้กับปะการังและพืชอื่นๆใต้ท้องทะเล เพราะตลอดช่วงชีวิตของปลานกแก้ว 1 ตัว สามารถเพิ่มจำนวนทรายได้กว่า 1 ตัน

      นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลยังเปรียบเทียบให้เห็นว่า ถ้าเราบริโภคปลานกแก้ว 1 ตัว จะส่งผลให้จำนวนทรายหายไปจากชายหาดกว่าปีละ 90 กิโลกรัม มีจำนวนสาหร่ายปกคลุมแนวปะการังไม่ต่ำกว่า 4 ไร่ ปะการังเสียหายไปกว่า 30 ก้อน และการไม่บริโภคปลานกแก้วช่วยลดปรากฎการณ์โลกร้อนได้ดีกว่าการใช้ถุงผ้า 1,000 ใบ


อ้างอิง : http://news.thaipbs.or.th/content/นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชี้-ปลานกแก้วช่วยรักษาระบบนิเวศตามแนวปะการัง

ขอบคุณภาพจาก : http://th.wikipedia.org/wiki/วงศ์ปลานกแก้ว ,

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อังกฤษ: Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน (ASEAN) เป็นองค์การทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ไทย บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,435,670 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2553 จีดีพีของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นลำดับที่ 9 ของโลกเรียงตามจีดีพีอาเซียนมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ
อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการลงนามใน ปฏิญญากรุงเทพ อาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ หลังจาก พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศในปัจจุบัน กฎบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน คือ ประชาคมอาเซียนด้านการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558

อ้างอิง : http://en.m.wikipedia.org/wiki/Association_of_Southeast_Asian_Nations